อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเข้าสู่ยุคการแข่งขันข้ามแพลตฟอร์ม
อุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ของประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2569 หลังจากพฤติกรรมผู้ชมเคลื่อนตัวจากการรับชมรายการโทรทัศน์ตามตารางออกอากาศ ไปสู่การเลือกเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทุกเวลา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะช่องทางเผยแพร่ แต่ยังปรับรูปแบบการลงทุน การผลิตรายการ และกลยุทธ์สร้างรายได้ของบริษัทสื่อไทยอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา โทรทัศน์เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ทั้งละครหลังข่าว รายการวาไรตี้ เกมโชว์ และข่าวภาคค่ำ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงซีรีส์ ภาพยนตร์ และวิดีโอออนไลน์โดยไม่ต้องรอเวลาออกอากาศ
ผู้ประกอบการจึงต้องปรับจากการผลิตรายการสำหรับหน้าจอเดียว มาเป็นการพัฒนาเนื้อหาที่สามารถเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน
ตลาดบันเทิงไทยปี 2569 สะท้อนโอกาสของแพลตฟอร์ม OTT
ข้อมูลจาก PwC Thailand เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อของไทยจะมีรายได้ประมาณ 545,600 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มขยายตัวถึง 616,100 ล้านบาทภายในปี 2573
รายงานเดียวกันระบุว่าตลาดบริการวิดีโอแบบ OTT ซึ่งครอบคลุมบริการรับชมเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต มีแนวโน้มสร้างรายได้ 22,900 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่รายได้โฆษณาอินเทอร์เน็ตคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13% เป็น 66,800 ล้านบาท PwC+1
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนทิศทางของเงินลงทุนในอุตสาหกรรมสื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่ารายได้ทั้งหมดจะเข้าสู่บริษัทผลิตรายการโดยตรง เนื่องจากรายได้ของแพลตฟอร์มยังต้องกระจายไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยี เจ้าของสิทธิ์ และพันธมิตรทางธุรกิจ
โทรทัศน์ยังมีบทบาท แต่ต้องเปลี่ยนวิธีเข้าถึงผู้ชม
สถานีโทรทัศน์ไทยยังคงมีข้อได้เปรียบด้านความคุ้นเคยของผู้ชม บุคลากรที่มีประสบการณ์ และเครือข่ายการผลิตรายการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะข่าวสด รายการกีฬา และความบันเทิงที่ต้องการผู้ชมจำนวนมากพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม รายการที่เผยแพร่ผ่านโทรทัศน์เพียงช่องทางเดียวอาจสูญเสียโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ บริษัทผลิตคอนเทนต์จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการนำเนื้อหาเดิมมาตัดต่อเป็นคลิปสั้น การเผยแพร่ย้อนหลัง และการจัดทำรายการเฉพาะสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์
รูปแบบดังกล่าวช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของเนื้อหา และเปิดโอกาสให้ผู้ชมค้นพบรายการผ่านระบบแนะนำวิดีโอ แม้ไม่ได้ติดตามการออกอากาศทางโทรทัศน์ตั้งแต่ต้นก็ตาม
จากละครโทรทัศน์สู่ซีรีส์ที่เข้าถึงตลาดต่างประเทศ
การขยายตัวของ Netflix และบริการสตรีมมิงอื่น ๆ ทำให้บริษัทผลิตละครและภาพยนตร์ไทยมีช่องทางเข้าถึงผู้ชมต่างประเทศมากขึ้น ผลงานที่เคยออกแบบสำหรับตลาดภายในประเทศสามารถพัฒนาให้เหมาะกับการเผยแพร่หลายภาษา โดยอาศัยคำบรรยาย การพากย์เสียง และกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ระดับภูมิภาค
ซีรีส์ไทยประเภทโรแมนติก ดราม่า ระทึกขวัญ และเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมีโอกาสเข้าถึงผู้ชมหลากหลายกลุ่ม แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับคุณภาพบท การแสดง มาตรฐานภาพและเสียง ตลอดจนการบริหารสิทธิ์เผยแพร่ระหว่างประเทศ
สำหรับบริษัทขนาดเล็ก การร่วมผลิตกับแพลตฟอร์มหรือสตูดิโอรายใหญ่ช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงด้านงบประมาณ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องพิจารณาเงื่อนไขการถือครองลิขสิทธิ์เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาว
เทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจใหม่กำหนดอนาคตผู้ผลิตไทย
การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในขั้นตอนจัดทำคำบรรยาย วิเคราะห์ข้อมูลผู้ชม และสนับสนุนงานหลังการถ่ายทำ ช่วยให้บริษัทบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีจำเป็นต้องควบคู่กับการตรวจสอบคุณภาพและการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์
ในด้านรายได้ ผู้ผลิตสามารถพิจารณาทั้งการขายลิขสิทธิ์ การรับจ้างผลิต การร่วมลงทุน รายได้โฆษณา และความร่วมมือกับแบรนด์ แทนการพึ่งพารายได้จากการออกอากาศเพียงอย่างเดียว
ทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมไทยจึงไม่ใช่การแทนที่โทรทัศน์ด้วยอินเทอร์เน็ตทั้งหมด แต่เป็นการสร้างระบบผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์ที่สามารถเชื่อมโยงทุกหน้าจอ พร้อมรักษาคุณภาพเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้ชมเลือกติดตามผลงานไทยอย่างต่อเนื่อง












Leave a Reply