วิกฤต “ยาสุดท้าย” เกิน 70% ระบบสุขภาพไทยUnder Pressure

วิกฤต “ยาสุดท้าย” เกิน 70% ระบบสุขภาพไทยUnder Pressure

ตัวเลขที่ต้องจับตา: เมื่อ “ยาสุดท้าย” ใช้ไม่ได้ผล

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558–2568) เปิดเผยว่าเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมสูงกว่าร้อยละ 70 อย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางห้องปฏิบัติการ แต่หมายถึงผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรงในโรงพยาบาลกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะไม่มียาปฏิชีวนะใดๆ ที่ได้ผลเหลืออยู่

เชื้อ Klebsiella pneumoniae ก็มีแนวโน้มดื้อคาร์บาพีเนมเพิ่มขึ้น และดื้อต่อยากลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สามถึงร้อยละ 35–45 ขณะที่ E. coli แม้อัตราดื้อยาคาร์บาพีเนมจะยังต่ำ แต่การดื้อต่อยา ceftriaxone และ cefotaxime อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่ในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่เริ่มแพร่สู่ชุมชนแล้ว

One Health: คำตอบที่ต้องลงมือทำจริง

รัฐบาลไทยผลักดันแนวคิด One Health เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่งใน 77 จังหวัด เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง แต่การเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้องลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็นทั้งในมนุษย์และภาคปศุสัตว์

ข้อมูลจากงานวิจัยในปี 2026 ชี้ให้เห็นว่าเชื้อ E. coli ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะยังคงปนเปื้อนในน้ำเสียจากฟาร์มสุกรในประเทศไทย แม้จะมีการบำบัดแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ทำให้เชื้อดื้อยาแพร่สู่สิ่งแวดล้อมและกลับมาสู่คนได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *